aeyja 的个人资料In My Life照片日志列表更多 工具 帮助

日志


11月10日

ออกกำลังกาย

Burn แคลอรีอย่างไร...ให้ได้ผล?
 

เรื่อง : สมพัฒน์ จำรัสโรมรัน ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย

 

มีคำถามมาเสมอๆ ว่าวิธีการใดเป็นการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและไขมันที่ดีที่สุด บางคนอาจจะบอกว่าออกกำลังกายไว้ก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าออกกำลังกายไม่ถูกต้องหรือหักโหมจนมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ได้ผลตามที่ต้องการอีกด้วยครับ

จากการศึกษาพบว่าโปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้องการนั้น จะต้องทำการบริหารร่างกายแบบ weight training ควบคู่กันไปกับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกินออกไปจะต้องทำ aerobic exercise เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการบริหารร่างกายแบบ weight training ก็สำคัญและมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้วยังมีส่วนช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีที่มากขึ้นตาม ไม่แต่เฉพาะระหว่างการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงช่วงที่พักหรือไม่ได้ออกกำลังกายด้วย

 

ถ้าเรามองเฉพาะ aerobic exercise ก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปได้ เช่นเดียวกันเรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานเพื่อผลในการเผาผลาญเปอร์เซนต์ของไขมันที่มากกว่า ความเชื่ออันนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้ามีการออกกำลังกายแบบเบาๆ ประมาณ 40–50% maximum heart rate (ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งหาได้จาก 220- อายุ) ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามองถึงแคลอรีโดยรวมแล้วจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกายที่หนัก แถมยังเปลืองเวลากว่าด้วย

 

เช่น การเดินเร็วๆ 50–60 นาที อาจมีการเผาผลาญแคลอรีประมาณ 250–300 แคลอรี (เปรียบเทียบจากคนที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม) จะเป็นการเผาผลาญแคลอรีจากไขมันประมาณ 120–180 แคลอรี หรือประมาณ 50-60% จากแคลอรีโดยรวม เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายที่มีความหนัก 65–80% maximum heart rate เช่น การวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 6–7 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลาที่เท่ากันสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 700–800 แคลอรี เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของการเผาผลาญไขมันอาจอยู่ที่ 30–40% เท่านั้น แต่เมื่อดูถึงปริมาณของแคลอรีที่ใช้ไปจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 210–320 แคลอรี ถ้ามีการออกกำลังกายลักษณะนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเผาผลาญไขมันได้ปริมาณใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเบาๆ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า

 

ดังนั้นถ้าร่างกายของเราฟิตและแข็งแรงดีสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็ควรบริหารร่างกายแบบ aerobic exercise ที่มีความหนักมากๆ ได้เลย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและแคลอรีโดยรวมได้มากเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่หนักยังมีผลทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานต่อเนื่องไปประมาณ 24–48 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งการบริหารร่างกายแบบเบาๆ จะไม่เกิดผลเช่นนี้ ถ้าพิจารณาน้ำหนักของไขมันที่ต้องการกำจัดออกไป 1 กิโลกรัมจะต้องมีการเผาผลาญแคลอรีอย่างต่ำประมาณ 7,700 แคลอรี โดยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรีให้มากอาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ชนิดต่างๆ ดังนี้

 

  • Interval Training: เป็นวิธีการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา ส่วนใหญ่แล้วจะพบเห็นโปรแกรมลักษณะนี้ในเครื่องออกกำลังกายแบบ cardio ชนิดต่างๆ มีตั้งแต่โปรแกรม interval ธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมที่มีลักษณะของความหนักเบาที่แตกต่างกันออกไป เช่น heart rate interval, trail blazer, alpine หรือแม้แต่โปรแกรม fat loss ก็เป็น interval training เช่นเดียวกัน โดยการออกกำลังกายที่มีความหนักสลับเบานี้มีผลทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญได้มากขึ้นตาม

  • Circuit Training: ใช้ได้ทั้งอุปกรณ์ที่เป็นการออกกำลังกายแบบ weight training หรือ cardio machines เพียงอย่างเดียว หรือผสมผสานกันไประหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 แบบ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้สามารถเผาผลาญได้ตั้งแต่ 10–12 แคลอรีต่อนาทีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกายด้วย) การเพิ่ม stations หรือสถานีเข้าไปยิ่งเพิ่มระยะเวลาทั้งหมดในการออกกำลังกาย จะสามารถเพิ่มแคลอรีได้มากขึ้นตาม และสามารถกำหนดให้มีได้ตั้งแต่ 4–12 สถานี ถ้าสถานีไม่มากสามารถทำซ้ำได้ 2–3 รอบ หรือถ้ามีจำนวนสถานีมากอาจทำแค่รอบเดียวก็ได้

  • Body Attack: เป็นแอโรบิคคลาสที่เพิ่มความทนทานและความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งโปรแกรมหลักของคลาสนี้ก็เป็นลักษณะของ interval training โดยช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี ในคลาสนี้เมื่อออกกำลังกายครบ 45 นาทีสามารถเผาผลาญได้ถึง 500–550 แคลอรี

  • Body Pump:การออกกำลังกายลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระชับ เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานกล้ามเนื้อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามแล้ว เนื่องจากคลาสนี้เป็นการยกน้ำหนักในขณะออกกำลังกายแบบแอโรบิค จึงช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

  • RPM หรือ Spinning: เป็นแอโรบิคคลาสที่ใช้การปั่นจักรยาน สามารถเผาผลาญได้มากประมาณ 600–800 แคลอรี ในระยะเวลาประมาณ 45 นาที ถือว่าเป็นคลาสที่ช่วยในการลดไขมันได้เป็นอย่างดี

 

การเผาผลาญแคลอรีไม่เพียงแต่เกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะเวลาของการทำกิจกรรมนั้น เช่น การล้างรถ ร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 112–150 แคลอรี ภายใน 30 นาที ดังนั้นถ้าเราต้องการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในแต่ละวันให้มากขึ้น ก็ควรเพิ่มหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มากขึ้น อย่านั่งเฉยๆ ดูทีวีเพียงอย่างเดียวนะครับ จะได้ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียนครับ
ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

 

ถนอมรอบดวงตาสวยสดใส

ถนอมรอบดวงตาสวยสดใส

สภาพผิวรอบดวงตามีผลต่อความงามของใบหน้าอย่างมาก และบ่งบอกสภาพของสุขภาพที่เด่นชัดอย่างหนึ่ง เพราะคนที่มีสุขภาพสมบูรณ์พักผ่อนเพียงพอมักจะมีผิวพรรณรอบดวงตาเต่งตึง ไม่มีร่องรอยลึก มีสีคล้ำ แถมริ้วรอยที่มาเร็วก่อนกำหนด อาการไม่สบายรอบดวงตาจะฉายชัดในคนที่ไม่สบาย พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใช้สายตามากในวันหนึ่งๆ ทั้งดูโทรทัศน์ หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือกลางแจ้งมาทั้งวัน แน่นนอนสายตาคุณย่อมเพลียล้ามากกว่าธรรมดา การใช้สายตามากๆ ก็มีส่วนทำให้ผิวรอบดวงตาได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนี้คนที่ไม่ค่อยถนอมดวงตา อาจจะมองข้ามทำให้ละเลยการดูแลดวงตา ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวรอบดวงตาไม่เปล่งปลั่ง ลูกตาขาวก็ไม่สดใส เริ่มต้นใส่ใจดูแลกันแต่เดี๋ยวนี้ จะช่วยพยุงให้คุณดูอ่อนเยาว์กว่าวัยได้อีกหลายส่วนเลยเชียว

 

พักสายตาที่อ่อนล้า
ผู้ที่ใช้สายตาจ้องอะไรนานๆ โดยเฉพาะทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือดูโทรทัศน์ทั้งวัน จะทำให้รู้สึกดวงตาแห้ง กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็ง นานๆ ล้าๆ มากขึ้นนอกจากจะเคืองตาแล้วอาจจะรู้สึกว่ามีอาการบวมเกิดขึ้นได้ วิธีการพักสายตาสำหรับคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกว่า 6-8 ชั่วโมง ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ประมาณ 10-15 นาที ปลดปล่อยสายตาไปไกลๆ และหากิจกรรมอื่นๆ ทำ และที่สำคัญพยายามกระพริบตาบ่อยๆ เพราะการกระพริบตาเท่ากับเป็นการบริหารดวงตา และทำความสะอาดตา สำหรับคนที่นอนน้อยเป็นประจำจนขอบตาคล้ำเป็นร่องลึกลองเลือกวิธีปรนนิบัติถนอมผิวรอบดวงตาเหล่านี้ดูว่าแบบไหนใช้ได้ผลเหมาะกับคุณบ้าง

ตาบวม
ตาที่มีอาการบวม อาจเป็นได้จาก 2 สาเหตุ  เพราะอดนอนหลายคืนติดกัน อาจทำให้ตาบวม อักเสบได้ถ้าปล่อยทั้งไว้นานๆ และตาบวมจากที่ทาครีมก่อนนอนที่ผิวหน้าใกล้ดวงตามากเกินไป

  • นอนราบลง หลับตา แล้วนำผ้าขนหนูจุ่มน้ำชาอุ่นๆ วางประคบดวงตาทั้งสองข้าง ประมาณ 10-15 นาที

  • ถ้ามีอาการบวม เพราะอดนอนหลายคืนติดกัน อาจทำให้ตาบวม อักเสบได้ ให้ใช้แตงกวาฝานเป็นแว่นนำมาวางไว้ที่ตาประมาณ 10 นาที ทำวันละหลายๆ ครั้ง ผิวรอบดวงตาจะชุ่มชื่นและลดบวมลงได้

  • ใช้น้ำแข็งห่อผ้าเล็กน้อย วางบนเปลือกตาประมาณ 10 นาที จะช่วยให้ขอบตาหายร้อนผ่าว และชุ่มชื่นดูดีและหายคล้ำขึ้น

 

รักษาความสะอาดให้หมดจด
การแต่งหน้าเป็นเรื่องคู่ความงามของผู้หญิงส่วนใหญ่ คุณต้องเลือกใช้เครื่องสำอางทั้งอายแช์โดว์ มาสคาร่าที่แน่ใจแล้วว่าไม่แพ้ เมื่อแต่งแล้วก็ต้องหมั่นชำระล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจดทุกครั้งอย่าให้มีตกค้างบนผิวหน้าโดยเฉพาะรอบดวงตา อวัยวะที่สำคัญยิ่งของคนเรา ทุกครั้งที่ใช้มาสคาร่า ควรเช็ดออกด้วยปิโตรเลี่ยม เจล  นอกจากจะชำระได้สะอาดหมดจดแล้วยังบำรุงขนตาไปในตัวด้วย  นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทาเพื่อป้องกันการหักงอของขนตา ทุกครั้งที่คุณดัดขนตาอีกด้วย

 

เลี่ยงการใช้ยาหยอดตาโดยไม่จำเป็น
หากคุณต้องผจญอยู่ท่ามกลางมลพิษ เกิดความระคายเคืองของดวงตาซึ่งอาจจะเป็นฝุ่นผง ก็ควรจะใช้วิธีล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างตา โดยกรอกตาไปมาในน้ำ  การเลือกใช้ยาหยอดตาไม่เป็นสิ่งควรซื้อหามาใช้เอง ในกรณีที่ดวงตาไม่ได้อักเสบ ติดเชื้อ (หรือถ้าติดเชื้อก็ควรพบแพทย์) แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็มีข้อระวังคือ

  • ใช้ยาหยอดตาเฉพาะของคุณเองอย่าไปหยิบยืมของใคร จำไว้ว่ายาหยอดตาต้องของใครของมัน มิเช่นนั้นคุณอาจติดเชื้อจากคนอื่นได้จากการใช้ยาร่วมกัน

  • ยาหยอดตาที่เปิดขวดแล้วมีอายุไม่เกิน 1 เดือน เพราะอาจจะเกิดการปนเปื้อนได้แม้จะปิดฝาสนิทแล้วก็ตาม

  • ไม่ควรหยอดตาบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น เพราะนัยน์ตามีน้ำหล่อเลี้ยงธรรมชาติอยู่ การหยอดตาหรือล้างตาบ่อยๆ จะทำลายภูมิคุ้มกันของน้ำตาให้หมดไป ซึ่งอาจจะยิ่งเกิดความระคายเคืองมากยิ่งขึ้น

 

หลีกเลี่ยงและระวังเพื่อดวงตาสวย

  • พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ สำคัญที่สุดสำหรับดวงตาสวย

  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะทำให้ดวงตาชุ่มชื่น

  • หลีกเลี่ยงการโดนลมแรง และแสงแดดเจิดจ้า เพราะจะทำให้ตาแห้ง

  • เลี่ยงการถูกกระทบกระแทกรอบดวงตา

  • ไม่ใช้สายตากับบางสิ่งต่อเนื่องนานเกินไปเป็นประจำ

  • เลิกพฤติกรรมการนอนคว่ำ เอาหน้าถูหมอน

  • รักษาความสะอาดใบหน้าและผิวรอบดวงตาให้สะอาดหมดจด

  • ไม่เอามือสกปรกขยี้ตา

  • เลือกเครื่องสำอางสำหรับแต่งรอบดวงตา เฉพาะที่มั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอน เพราะถ้าเกิดแพ้ขึ้นมานอกจากจะทำให้ดวงตาอักเสบแสบ มีน้ำตาไหลไม่หยุดแล้วอาจจะทำให้ผิวรอบดวงตาเกิดแพ้ เป็นเม็ด อักเสบ หรือสีผิวเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

  • ไม่จำเป็นต้องสรรหาสารพัดครีมบำรุง หรือสมุนไพรมากมายมาเพื่อบำรุงรอบดวงตา เพราะผิวบริเวณนั้นมีความอ่อนบางมากกว่าส่วนอื่นๆ ของใบหน้า และมีโอกาสที่สารต่างๆ จากสิ่งที่นำมาสัมผัสกับตาจะหลุดลอดเข้าสู่ดวงตาให้เป็นอันตรายได้

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

มาออกกำลังกายดีกว่า

การหายใจลดความเครียด

การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นวิธีที่ดีในการคลายความเครียด โดยเฉพาะเมื่อต้องการผ่อนคลายความเครียดอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถทำได้ผลภายในเวลาเป็นวินาที นักจิตสรีรวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบการหายใจกล่าวไว้ว่า การหายใจให้ถูกวิธีเป็นการเพิ่มปริมาตรอากาศทุกลมหายใจเข้าให้มากกว่าการหายใจตามปกติ โดยการใส่ใจที่จะทำให้พุงป่องขณะหายใจเข้าและพุงยุบลงขณะหายใจออก เป็นการเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและมีผลเกิดความสงบและผ่อนคลายการใช้จินตนาการในขณะหายใจ ช่วยให้หายใจได้ลึกและช้ากว่าการหายใจปกติ ทำให้ได้ปริมาตรอากาศเข้าไปในปอดมากขึ้น

โดยการหลับตาลงช้าหายใจเข้าช้าๆ  จินตนาการว่าอากาศไหลวนผ่านจมูกเข้าไปในปอด หายใจออก จินตนาการว่าอากาศไหลวนจากปอดออกมาทางจมูก การหายใจเข้าออกถูกควบคุมด้วยส่วนของสมองที่แตกต่างกัน การหายใจเข้ามีผลในด้านตื่นตัว (excitatory effect) การหายใจออกมีผลในการยับยั้ง (inhibitory effect) เกิดความสงบ เพื่อให้เกิดผลนี้ ขณะหายใจเข้าให้พูดกับตัวเองว่า ฉันตื่นตัว ฉันพร้อมแล้ว ฉันเต็มไปด้วยพลัง ขณะหายใจออกให้คิดว่า ฉันผ่อนคลาย ฉันสบายดี ฉันควบคุมตัวเองได้ดี การเรียนรู้วิธีหายใจด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อการผ่อนคลายเป็นวิธีที่มหัศจรรย์ หากสามารถทำได้ถูกต้อง จะเห็นผลภายใน 4-5  ครั้งแรกของการหายใจ แต่วิธีนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน ผู้ที่หายใจ 3-4  ครั้งแล้วยังไม่ผ่อนคลาย แสดงว่าไม่ได้ผล แนะนำให้ผ่อนคลายโดยใช้วิธีอื่น และไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยบางโรค เช่น เบาหวาน โรคไต

 

Relaxation technique

Relaxation technique คือเทคนิคผ่อนคลายความเครียด สามารถทำโดยการคลายกล้ามเนื้อไล่ตั้งแต่ศีรษะลงมาจรดเท้า เรียกว่า progressive muscle relaxation ดังนี้

  • อยู่ในห้องว่างที่ไม่มีใครรบกวน
  • ปิดม่านหรือหรี่แสงไฟให้มีแสงสลัว ปรับเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมให้พอเหมาะ
  • นั่งบนม้านั่ง หรือนอนบนเตียงที่สบาย
  • เปิดดนตรีที่สบายหูตามที่ตัวเองชอบ (ดนตรีที่ฟังสบายคือดนตรีที่มีจังหวะช้าๆ ไม่เร็วกว่าอัตราการเต้นของหัวใจ)
  • หลับตาลง
  • เกร็งกล้ามเนื้อเป็นระบบไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยเริ่มทีละส่วนของร่างกาย ตามด้วยคลายกล้ามเนื้ออย่าง  ช้ _า_ ๆ  ทีละน้อยๆ จนกล้ามเนื้อหย่อนคลาย โดยเกร็งกล้ามเนื้อไล่ลำดับ ดังนี้

    -  หลับตาปี๋
    - กัดฟันแน่น
    - ยกไหล่ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้
    - งอข้อศอกทีละข้างเกร็งไว้
    - กำมือให้แน่นทีละข้าง
    - เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
    - เกร็งกล้ามเนื้อสะโพก
    - เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา เหยียดเข่าให้ตึง ทีละข้าง
    - กระดกข้อเท้าเข้าหาตัวทีละข้าง
  • หายใจตามปกติ โดยให้สมาธิอยู่ที่การเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ รู้สึกถึงความตึงและความหย่อนของกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก่อนที่จะเกร็งกล้ามเนื้อมัดต่อไป
  • ความวิตกกังวล (anxiety)
    เป็นธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกวิตกกังวลเมื่อมีปัญหาหรือมีความเครียด ความกังวลที่เป็นปกติมักเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น และอาการต่างๆ (เช่น กังวลใจ พะวักพะวง หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มือสั่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อตึง) ก็จะหายไปเมื่อสามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้แล้ว
  • ความวิตกกังวลที่ผิดปกติ ส่วนมากจะวิตกเกี่ยวกับ...

    • วิตกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่โดยปกติแล้วไม่เป็นที่วิตกในคนทั่วไป
    • วิตกเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นแม้ได้รับการแก้ไขผ่านพ้นไปแล้ว
    • วิตกเกี่ยวกับเรื่องที่เกินจริง เช่น กลัวเป็นมะเร็งทั้งที่สุขภาพแข็งแรงดี
    • ความวิตกกังวลนั้นมีผลต่อการงานและชีวิตประจำวัน

     

    ความวิตกกังวลที่ผิดปกติ หรือวิตกเกินเหตุอาจทำให้เจ็บป่วย หรือทำให้โรคที่เป็นอยู่ทรุดลงได้

    อาการ

    • นอนหลับยาก
    • วิตกกังวลต่อเนื่องตลอดเวลา กลัวว่าสิ่งเลวร้ายบางอย่างจะเกิดขึ้น
    • มองสถานการณ์ต่างๆ ว่าจะเกิดผลเลวร้ายตามมา
    • สมาธิไม่ดี การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
    • ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ
    • ใจสั่น หายใจเร็ว
    • ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายปัสสาวะบ่อย
    • เหงื่อออกมาก มือสั่น
    • เวียนศีรษะ หน้ามืด จะเป็นลม
    • ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ กล้ามเนื้อตึง
    • ชาตามตัว มือเท้าเกร็ง
    • วิตกเกินเหตุเกี่ยวกับสุขภาพ กลัวป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้
      (บางครั้งอาจเกิดอาการต่างๆ เหล่านี้รุนแรงทันทีทันใดโดยไม่มีส่าเหตุ มีอาการตื่นตระหนก เรียกว่า panic attack)

     

    ภาวะแทรกซ้อน

    • วิตกมาก มัวแต่กังวลพะวักพะวงจนไม่มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น แยกตัวอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนและสถานการณ์ที่ทำให้กังวล
    • ซึมเศร้า

     

    สาเหตุที่พบบ่อย

    • ไม่ทราบสาเหตุ
    • ไม่รู้วิธีผ่อนคลายเมื่ออยู่ในสภาวะเครียด
    • ไม่สามารถรับมือกันความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
    • ได้รับการฝึกฝนหรือเตรียมตัวไม่เพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาและเมื่อต้องการการตัดสินใจ

     

    การดูแลตนเอง

    • เรียนรู้วิธีการผ่อนคลายต่างๆ เช่น การหายใจลึกๆ  ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำสมาธิ
    • เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด
    • ปรึกษาผู้รู้ เช่น นักจิตวิทยา
    • พบแพทย์หากอาการรุนแรงและไม่ดีขึ้น

     

    การบำบัดรักษา

    • ให้คำแนะนำ
    • รักษาด้วยยาคลายเครียด
    • ส่งปรึกษาจิตแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้น

    ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today